การท่องเที่ยว : TOURISM
เรา Indian Ocean Consultancy® ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการศึกษา ณ ประเทศอินเดียเท่านั้น เรายังให้บริการท่องเที่ยว ณ ประเทศอินเดียอีกด้วย ซึ่งเรามีสำนักงานการท่องเที่ยว ณ เมืองมุมไบ และได้ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี 2010 แต่เราเริ่มธุรกิจในด้านการศึกษาก่อน บริษัทฯ ของเราถูกก่อตั้งขึ้นและมีความเด่นดังในเรื่องของการนำเสนอบริการการท่องเที่ยว ณ ประเทศอินเดีย มากกว่าในเรื่องของคุณภาพ เราให้ความสำคัญกับลูกค้าผู้ซึ่งเลือกใช้บริการท่องเที่ยวของเรา และให้โอกาสเราได้รับใช้ท่าน วัตถุประสงค์ของเราการพัฒนาที่คงเส้นคงวาและจัดหาบริการที่มีนวัตกรรมซึ่งมีพื้นฐานบนความต้องการในการท่องเที่ยวเชิงรุก เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของท่าน
การท่องเที่ยวของประเทศอินเดีย: TOURISM OF INDIA
เมื่อปี 2011 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังอินเดีย 6.29 ล้านคน เพิ่มจากปี 2010 ร้อยละ 8.9 โดย Travel & Tourism Competitive Report ปี 2013 ถึงกับจัดให้อินเดียอยู่ในลำดับที่ 65 จาก 144 ประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมา และเป็นอันดับที่ 20 จาก 144 ประเทศเรื่องความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว (Price Competitiveness) สัดส่วนของการท่องเที่ยวสันทนาการมีส่วนสำคัญ ช่วยเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอินเดีย ซึ่งคาดว่าในช่วงปี ค.ศ. 2013-2023 จะอัตราการเติบโตของการลงทุนในสาขานี้ร้อยละ 6.5 ต่อปี โดยรัฐบาลอินเดียได้มีนโยบายที่จะเร่งรัดในการพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศอย่างครบวงจร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของอินเดียเติบโตอย่างสดใส ปัจจุบันมีมูลค่า 111.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 418.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2022 โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายน ค.ศ. 2000 – กันยายน ค.ศ. 2013 มีการลงทุนโดยตรงในด้านโรงแรมและเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมูลค่าถึง 6,754 พันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นับได้ว่าอินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามทั้งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ มีมรดกโลกจำนวนมากถึง 29 แห่ง แบ่งเป็นทางวัฒนธรรม 25 แห่งและทางธรรมชาติ 3 แห่ง ซึ่งถือเป็นจุดขายที่สำคัญและเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี รัฐที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปมากเป็นอันดับแรกคือรัฐมหาราษฏระ รองมาคือรัฐทมิฬนาฑู และที่ขาดไม่ได้คือกรุงนิวเดลี โดยนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไปชมทัชมาฮาลจากกรุงนิวเดลีได้ภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น นิยมเดินทางไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ทัชมาฮาล และแคชเมียร์ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียฐานะปานกลางที่มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ ก็นิยมเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ของอินเดียด้วย
สาขาการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของอินเดีย ได้แก่: TYPES OF TOURISM
1) การท่องเที่ยวชนบท (Rural Tourism) กระทรวงการท่องเที่ยวอินเดียส่งเสริมการท่องเที่ยวในชนบท เพื่อส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิตชนบท และมรดกล้ำค่าทางวัฒนธรรมในเขตชนบททั่วประเทศ
2) การท่องเที่ยวทางเรือสำราญ (Cruise Tourism) มีอัตราการเติบโตอย่างสูง เนื่องจากอินเดียมีชายฝั่งทะเลเหยียดยาวมาก และมีทัศนียภาพทางธรรมชาติทางทะเล และหมู่เกาะต่างๆ ที่สวยงาม
3) การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Tourism) ตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ
4) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Eco Tourism/Sustainable Tourism)
5) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม (Wellness Tourism) ได้รับความนิยมมากขึ้น และมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยอินเดียมีชื่อเสียงด้านเวชภัณฑ์สมุนไพรที่หลากหลาย และการนวดแผนพื้นเมืองที่มีชื่อเสียง อาทิ Ayurveda และการรักษาสุขภาพด้วยโยคะ
6) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) โดยอินเดียจัดว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่อยู่ระดับแนวหน้าของโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียใต้และประเทศในตะวันออกกลางต่างบินมาใช้บริการทางการแพทย์ในอินเดียเป็นจำนวนมาก และเป็นสาขาที่ทางการอินเดียเร่งส่งเสริมเป็นอย่างมาก
7) การท่องเที่ยวเชิงศาสนา (Religious Tourism) โดยเฉพาะที่รัฐพิหาร เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาพุทธ ในแต่ละปีมีพุทธศาสนิกชนต่างชาติ และนักท่องเที่ยวต่างศาสนามาเยือนสังเวชนียสถาน 4 แห่งกว่า 500 ล้านคน ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวในประเทศอินเดียจะยังมีปัญหาต่างๆ อาทิ การเดินทางมีความลำบาก ที่พักและสุขอนามัยไม่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังมีนักเดินทางหลายๆ กลุ่มที่นิยมความท้าทายและพร้อมที่จะเดินทางเพื่อมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิตกับ “Incredible India” การท่องเที่ยวอินเดียจึงยังมีมนต์ขลังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เสมอ
เราเชื่อว่าเมื่อคุณต้องการท่องเที่ยวดินแดนในต่างประเทศ อะไรคือสิ่งที่จำเป็น นั่นคือ คนที่เข้าใจความต้องการของคุณ นั้นคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผู้ซึ่งรู้ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการจะไป ในความเป็นจริงคุณต้องการใครสักคนที่จะอยู่กับคุณและแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวกับคุณตลอดระยะเวลาของการเดินทาง เรา Indian Ocean Consultancy® อุทิศและยินดีรับฟังคุณเป็นอย่างดี รวมทั้งวิเคราะห์ความต้องการของคุณและนำเสนอทางออกที่ดีที่สุดให้กับคุณ เรานำเสนอการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าคุณจะท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะหรือท่องเที่ยวแบบส่วนตัว คุณจะได้รับการบริการที่เป็นมืออาชีพอย่างเท่าเทียมกันเราเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในการบริการท่องเที่ยวที่จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในแง่มุมที่คุณยังไม่รู้ และยังไม่เคยพบเห็น ของทุกๆ จุดหมายปลายทางที่เราได้นำเสนอให้กับคุณ สิ่งเหล่านนี้ไม่บ่อยนักที่จะถูกเผยให้เห็นสำหรับการท่องเที่ยวในระดับสากล ซึ่งแพ็คเกจทัวร์ของเราประกอบไปด้วย ทัวร์การศึกษา, ทัวร์แบบผจญภัยและดูชีวิตของสัตว์ป่า, ทัวร์เพื่อชมศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ, ทัวร์ที่เกี่ยวกับโยคะและจิตวิญญาณ รวมถึงหมู่ทัวร์อื่นๆ ที่สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณ
เราให้บริการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน อีกทั้งบริการของเราครอบคลุมในเรื่องของการจองตั๋วเครื่องบิน, การจองตั๋วรถไฟ, การจองห้องพัก และรถยนต์สำหรับเช่า และอื่นๆ เรามีการจัดทัวร์, การท่องเที่ยวแบบ Sightseeing, ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้งบประมาณของคุณ และแพ็คเกจท่องเที่ยวของเราถูกจัดทำด้วยการบริการที่มีคุณภาพสูง เราดูแลเรื่องการท่องเที่ยวทั่วประเทศอินเดียและภูฎาน การท่องเที่ยวแบบแยกแพ็คเกจทางเราก็ให้บริการ อาทิ การท่องเที่ยวทางอินเดียตอนเหนือ, ตอนใต้, ตะวันออก และตะวันตก เราอยากให้คุณมาท่องเที่ยวกับเรา ซึ่งเรามีรูปแบบของการท่องเที่ยวที่จะทำให้ท่านมีความสุขและประทับใจแบบไม่รู้ลืม มากับเรา Indian Ocean Consultancy® เพื่อให้วันพักผ่อนของคุณเป็นวันที่พิเศษและเป็นรางวัลของชีวิต เราพร้อมที่จะทำให้วันพักผ่อนของคุณเป็นวันที่วิเศษดั่งที่คุณตั้งใจ
อาหาร
อินเดีย เป็นประเทศที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมอาหาร มีจุดเด่นเรื่องการใช้เครื่องเทศ ซึ่งมีประวัติมายาวนานกว่า 7,000 ปี เครื่องเทศเหล่านี้รู้จักกันดีในนาม มาซาล่า (Masala) เป็นเครื่องแกงชนิดแห้ง ใช้ในการประกอบอาหารหลายชนิดหรือแม้กระทั้งนำมาโรยข้าวรับประทาน ข้าวของชาวอินเดียจะมีลักษณะเรียวยาวกว่าปกติเรียกว่า ข้าวบัสมาตี (Basmati) มีรสชาติดี แต่ราคาค่อนข้างสูง ตามร้านอาหารจึงเห็นข้าวเหมือนที่รับประทานกันในประเทศไทย ส่วนใหญ่ชาวอินเดียนิยมทานแผ่นแป้งสุกที่มีทั้งแบบปิ้ง แบบนาบกระทะ และแบบทอด จำพวก โรตี (Roti) จาปาตี (Chapati) พารัตทา (Paratha) นาน (Nan) และปาปัด (Papad) สำหรับปาปัดนั้นจะถูกปากคนไทยเป็นพิเศษ เพราะกรอบเหมือนข้าวเกรียบทานง่ายไม่ต้องมีเครื่องจิ้มทานกับชา กาแฟ ก็อร่อย
อาหารประเภทแผ่นแป้งเหล่านี้ จะรับประทานกับเครื่องจิ้มนานาชนิด ที่นิยมมากคือแกงถั่ว (Dal) มีให้เลือกมากมายหลายรสชาติ และเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่นิยมทานมังสวิรัติ (vegetarian) อาหารจึงต้องมีโปรตีนจากถั่ว หรือนม อาหารที่ใช้เต้าหู้จากถั่วเหลืองมีน้อยมาก แต่จะมีเต้าหู้อีกชนิดหนึ่งทำจากนมวัว เรียกว่า ปะนีร์ (Paneer) มีสีขาว จัดอยู่ในอาหารประเภทชีส แต่กลิ่นไม่แรง นิยมใส่ในแกงถั่วอนึ่ง อาหารของชาวอินเดียมีข้อแตกต่างระหว่างพื้นที่ โดยชาวเหนือนิยมใช้ เนยใส (Ghee) ในการทำอาหาร สีสันที่แดงจัดจ้านมาจากมะเขือเทศมากกว่าพริก รสชาติของอาหารเหนือจึงไม่เผ็ดร้อนมากนัก แต่จะหอมเครื่องเทศ ชาวเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบแคชเมียร์จะนิยมใช้ แซฟฟรอน (Saffron) ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่มีราคาสูงในการประกอบอาหาร ในขณะที่ชาวใต้นิยมใช้กะทิ และพริกในการปรุงอาหาร อาหารชาวใต้จึงค่อนข้างเผ็ด อย่างไรก็ตาม ชาวอินเดียนิยมทานเผ็ดกันอยู่แล้ว เห็นได้จากร้านพิซซ่าชื่อดังอย่าง พิซซ่าฮัทนำเสนอเมนูพิซซ่าหน้าพริกขี้หนูอินเดียล้วนๆ มาให้รับประทานกัน นอกจากอาหารมังสวิรัติแล้ว อาหารประเภทเนื้อสัตว์ก็มีให้รับประทาน อย่างเนื้อไก่และเนื้อแพะ (Mutton) สามารถหารับประทานได้ง่ายเพราะไม่ผิดหลักศาสนาใดๆ ขณะที่เนื้อวัวอันเป็นข้อห้ามของชาวฮินดู แทบจะหาทานไม่ได้เลยนอกจากร้านอาหารฝรั่ง เช่น Twenty Feet High (Bangalore; Church Street) และโรงแรมชั้นดี ส่วนเนื้อหมูอันเป็นข้อห้ามของชาวมุสลิมพอหาทานได้บ้าง โดยเฉพาะตามร้านอาหารจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งมีอยู่ในตัวเมืองใหญ่ๆทั่วไป สำหรับอาหารซีฟู๊ดหาทานได้ไม่ยากตามเมืองที่ติดทะเล เช่น โกอา (Goa), มุมไบ (Mumbai), ปูเน่ (Pune) และอูดูปิ (Udupi) เป็นต้น เมืองชั้นในอย่างบังกาลอร์ (Bangalore) พอหาซีฟู๊ดทานได้บ้าง แต่หากซื้อไปทำเองจะสะดวกกว่าเสาะหาร้านอาหารซีฟู๊ด เนื่องจากมีอยู่ไม่มากนัก ร้านอาหารทะเลที่อยากแนะนำ หากอยู่ในเขตบังกาลอร์คือ The Mangalore Perl (Frazer Town) ซึ่งมีรสชาติดี ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา สารพัด ที่เด่นที่สุดคือแกงฉลามมาซาล่า อาหารทะเลสดแช่แข็งมีขายตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป เช่น Fab Mall, Food World, Spensor และ Nilgiris ซึ่งมีให้เลือกหลายระดับราคา รวมทั้งใน Spensor M.G.Road เองยังมีแผงปลาทะเลขนาดจัมโบ้ให้เลือกซื้อสดๆ แต่ราคามักจะสูง หากเป็นแผงลอยทั่วไปตามตลาด หรือรถเข็นมักจะเป็นปลาน้ำจืดมีเกล็ดมาก ส่วนเนื้อสัตว์อื่นๆ หาซื้อไม่ยาก ยกเว้นเนื้อวัว ต้องหาซื้อในชุมชนอิสลาม ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไป สำหรับเนื้อหมูจะมีขายตามเขียงหมูในตัวเมือง และตลาด ส่วนในห้างสรรพสินค้า สามารถหาซื้อไส้กรอกหมูง่ายกว่าเนื้อหมูสด
สำหรับคนไทยที่คาดว่าจะไปศึกษา ณ เมืองใหญ่ อาทิ บังกาลอร์ และยังติดการรับประทานของไทยๆ อาทิ น้ำพริก น้ำปลา น้ำมันหอย รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็สามารถหาซื้อได้ใน Fab Mall สาขา Forum Mall และ Nilgiris เป็นต้น ราคาอาจสูงหน่อย เพราะต้องนำเข้า ส่วนพืชผักมีให้เลือกจุใจแถมปลอดสารพิษ และราคาถูก ที่น่าแปลกใจคือ คนที่นี่ไม่ทานใบกะเพรา แต่จะใช้สำหรับบูชาเทพเจ้า หาซื้อได้ตามแผงขายพวงมาลัย (Garland) ลักษณะใบค่อนข้างเล็ก ร้อยมาเป็นวง เรียก ตูรูซิ หรือ Holy Leaf สำหรับผู้ที่ไม่ติดความเป็นไทยมากนัก อยากแนะนำให้ลิ้มลองรสชาติของอินเดีย อาหารจานเด่นของที่นี่มีทั้ง ไก่ทันดูรี (Tandoori Chicken) เป็นไก่ที่หมักในเครื่องเทศแล้วนำไปอบในเตาดิน ข้าวหมก (Biryani) มีทั้งหมกแพะและไก่ หมกเนื้อ ส่วนที่โด่งดังในหมู่ชาวไทยเห็นจะเป็นไก่กะบ๊าบ (Chick Kebab) ซึ่งก็คือไก่ทอดนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมี โดซ่า (Doza) เป็นแผ่นแป้งยัดไส้ต่างๆ แล้วนำไปทอด อีกเมนูคือ อิฎลี (Idli) หน้าตาคล้ายซาลาเปา แต่เนื้อเหมือนขนมตาล รสจืด หรือหวาน แล้วแต่ส่วนผสม ซึ่งทั้งสองเป็นอาหารใต้ที่โด่งดังไปทั่วอินเดีย หากยังไม่ถูกปากต้องลอง แกงเขียวหวานไก่ไร้มะเขือ หรือ Chicken Kadai ร้านอาหารอินเดียเกือบทุกร้านจะมีเมนูหมี่ผัดแบบจีนสไตล์ต่างๆ ที่นิยมคือสไตล์แมนจูเลียรสชาติออกเผ็ดๆ ส่วนร้านอาหารสากลอย่าง Pizza Hut, KFC, McDonald’s, Subway, Coffee World, Barista, Baskin Robbin, Rail Road และอื่นๆ ก็มีให้เลือกรับประทาน มีข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ ร้านอาหารที่นี่มักลงท้ายด้วยคำว่า Hotel จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมโรงแรมที่นี่ไม่มีห้องพัก มีแต่อาหารขายอย่างเดียว
ในความเป็นจริงอาหารอินเดียไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายๆคนคิด ปัญหาที่ทานอาหารอินเดียไม่ได้ส่วนใหญ่ เกิดจากการไม่คุ้นกลิ่นเครื่องเทศ แต่ใช่ว่าอาหารทุกอย่างของอินเดียจะใส่เครื่องเทศหนักๆ และสไตล์การทำของแต่ละร้านก็ไม่เหมือนกัน เพียงแต่นิสัยเด็กไทยที่ไปอยู่เมืองนอก หากเข้าร้านไหนก็มักเข้าร้านนั้นเป็นประจำ ไม่ค่อยเปลี่ยน หรือหาทางเลือกใหม่ๆ อีกประการที่สำคัญที่สุด คือ สั่งไม่เป็น จึงไม่กล้าสั่ง เมนูที่ทานจึงซ้ำๆ เมนูยอดฮิตสำหรับเด็กไทยเลย คือ Chicken Fried Rice และ Chicken Kebab ซึ่งน่าจะเป็นวัฒนธรรมการสั่งอาหารอินเดียของเด็กไทยไปแล้ว อยากให้ลองหันมาสั่งอย่างอื่นบ้างเช่น Lamb’s Leg Tandoori ใส่ปราปริก้าเยอะๆ, แป้งทอดสอดไส้ อย่าง Egg Paratha, Chicken Kadai กับ Paratha หรือพวกไก่ย่าง Chicken Tikka ทานกับ Nan อบเนยกระเทียมร้อนๆ สำหรับคุณผู้หญิงที่ห่วงใยสุขภาพ ไม่แนะนำให้ทานอาหารจำพวก Butter เช่น Butter Chicken ซึ่งเป็นไก่หมักเนยแล้วนำมาทำแกง ควรลองหันไปหาพวก Spinach Paneer หรือเต้าหู้ชีสในซอสผักโขม ทานคู่กับ Chapati หรือ Corn Chapati หากชอบทานข้าวมากกว่าแผ่นแป้งต่างๆ ลองชิม Jeera Rice หรือข้าวหุงยี่หร่า รับรองหอมถูกใจครับ ดีกว่าที่เราจะต้องไปแสวงหาร้านอาหารญี่ปุ่น เกาหลี หรือฝรั่งทานเพราะราคาสูง สำหรับนักศึกษาคงทานกันไม่ได้ทุกมื้อ ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะไม่รู้จักคำว่าปรับตัว และซึมซับ
คำว่า ลองเพื่อรู้ ช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้น (กับการทานอาหารอินเดีย) เช่นรู้ว่าอาหารที่ลงท้ายด้วยคำว่า ถาลี (Thali) หมายถึงอาหารที่ใส่เป็นถาดมา และมีเครื่องจิ้มหลายอย่าง ซึ่งไม่ถูกปากเพราะมีแต่ข้าว แป้ง และน้ำจิ้ม หรือแกงอัณฑะ (Anda Curry) ซึ่งก็คือแกงใส่ไข่ที่เป็นลูกๆ เพราะคำว่าอัณฑะในภาษาฮินดีหมายถึงอะไรที่เป็นรูปกลมๆ แต่สุดท้ายการได้เดินตลาดซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นมาทำอาหารไทยเองดู น่าจะถูกปาก และประหยัดที่สุด ทั้งยังได้เรียนรู้ชาวอินเดีย และประสบการณ์การเป็นเด็กนักเรียนนอกจริงๆ
สุดท้ายสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความสะอาด ขอเรียนว่า ปัจจุบันร้านอาหารของอินเดียส่วนใหญ่สะอาด และรสชาติดี แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ฉะนั้นผู้รับประทานเองต้องรู้จักคัดเลือกร้าน และรักษาอนามัยก่อนรับประทานอาหาร ด้านน้ำดื่มควรหาน้ำบรรจุขวด หากเป็นน้ำดื่มที่บริการฟรีตามร้านอาหารก็สามารถดื่มได้ เพราะแทบทุกร้านจะมีเครื่องกรองน้ำ บางแห่งต้มน้ำก่อนให้บริการลูกค้า ยกเว้นบางร้านที่อยู่นอกเขตตัวเมืองพึงควรระวัง สำหรับน้ำแข็งยังหาทานลำบากหากไม่ใช่ร้านอาหารใหญ่ๆ